ลุ้น 1,800 จุด...ผ่านได้ไปโลด
วันที่เผยแพร่ วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2561 เวลา 21:16 น.

 

กลับมาสำรวจมุมมองตลาดหุ้นและตลาดเงินไทย...และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบที่ต้องติดตามในรอบสัปดาห์

 

ลุ้นค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยกับ “ทีมเศรษฐกิจ ไอเอสเอ็น”

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อน แม้ในช่วงปลายสัปดาห์ จะฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วน 

 

โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา ปิดที่ระดับ 1,765.93 จุด ลดลง 0.78% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน ปรับลดลง 2.35% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 53,407.10 ล้านบาท  ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ปิ ดที่ 479.03จุด ลดลง 1.93% จากสัปดาห์ก่อน

 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันเกือบตลอดสัปดาห์ ทั้งจากแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงานและปิ โตรเคมี ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ต่อเนื่องจนถึงกลางสัปดาห์ และปัจจัยกดดัน

 

เพิ่มเติมจากแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มสื่อสาร 

 

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยสามารถฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนในช่วงปลายสัปดาห์ ตามแรงซื้อเพื่อเก็งกำไรของ

 

กลุ่มนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบัน

 

สำหรับสัปดาห์วันที่ 14-18 พ.ค. บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,750 และ 1,740 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,775 จุดและ 1,785 จุด ตามลำดับ

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ผลการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจ

 

สหรัฐฯ อื่นๆ ได้แก่ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เดือนเม.ย. และดัชนีการผลิตของเฟดฟิลาเดลเฟีย เดือนพ.ค. 

 

ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/2561 ของยูโรโซนและญี่ป่นุ ตลอดจนดชันีราคาผู้บริโภคของญี่ปุ่นและดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของจีน

 

”ประกิต สิริวัฒนเกตุ”ผอ.ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย  ให้ความเห็นถึงแนวโน้มตลาดหุ้นไทยว่า มมีโอกาสที่จะหลับมาเป็นช่วงขาขึ้น โดยในเร็วๆ นี้นักลงทุนต่างชาติกำลังจะกลับเข้ามาลงทุนในไทยอีกครั้ง เหตุผลสำคัญคือ เศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับที่ดี มีหนี้ต่างประเทศจำนวนไม่มาก ไม่มีปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงมากเกือบสูงที่สุดในเอเชีย

 

กลยุทธ์ลงทุนปลายเดือน พ.ค.นี้ควรเลือกลงทุนหุ้นกลุ่มน้ำมัน ขณะที่ การลงทุนครึ่งปีหลัง แนะนำให้ลงทุนหุ้นแบงก์ เพราะช่วงต้นปีราคาหุ้นปรับลงไปแล้ว 12% จึงมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้น

 

ขณะที่ บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) มองว่าโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยปีนี้ยังมีความเป็นไปได้ ที่จะขึ้นไประดับ 1,900 จุด แต่ไฮไลต์สำคัญก็คือ การผ่านทะลุ 1,800 จุดไปให้ได้อย่างต่อเนื่อง ว่าจะข้ามไปได้หรือไม่

 

ทั้งนี้ แรงผลักดันสำคัญที่จะทำให้ดัชนีฯผ่าน 1,800 จุดไปได้นั้น จะอยู่ที่ราคาหุ้นใหญ่ในกลุ่มพลังงาน สื่อสาร และแบงก์ ท่ามกลางบรรยากาศของตลาดหุ้นไทยในขณะนี้ ที่มีแรงขายของนักลงทุนต่างชาติขายออกมาอย่างต่อเนื่อง จโดยสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติลงมาอยู่ที 30.4%

 

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าต่อเนื่อง อาจจะช่วยหยุดแรงขายของนักลงทุนต่างชาติได้บ้าง  โดยซีไอเอ็มบี มองว่า ตลาดหุ้นไทยกำลังปรับฐาน แต่น่าจะไม่ใช่ขาลง 

 

แต่จะกลับไปสู่ขาขึ้นได้หรือไม่ ขึ้นกับประเด็นแรก คือ จะผ่าน 1,800 จุดไปได้ หรือไม่  อย่างไรก็ตาม เยังไม่ควรรีบลงทุนระยะยาว เพราะตลาดเอเชียอยู่ในช่วงชะลอตัว และผลประกอบการของบริษัทใหญ่ในไทยยังไม่โดดเด่น มีแค่กลุ่มปิโตรเคมีเท่านั้นที่โดดเด่น

 

โดยแนะนำลงทุนให้ลงทุนในครึ่งปีหลั ในกลุ่มธุรกิจน้ำมัน และปิโตรเคมี

 

ด้านบล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) มองว่า ดัชนีหุ้นไทยในสัปดสห์ที่ผ่านมาผันผวนลง ปัจจัยหลักคือแรงขายทำกำไร โดยเกิดแรงขายจากความตื่นตระหนกใน 2 เรื่อง

 

จากประเด็นกดดัน เรื่องการถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตามหุ้นพลังงานกลับไม่ตอบรับข่าวนี้ และใกล้จะจบการประกาศงบ ไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งหุ้นขนาดใหญ่ทยอยประกาศไปหมดแล้ว

  

ส่วนแนวโน้มดัชนีในสัปดาห์วันที่ 14-18 พ.ค.นี้ มองว่สยังมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลง ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะ -ราคาน้ำมันดิบโลก และกรณีนิวเคลียร์อิหร่าน

 

อย่างไรก็ตาม สหภาพยุโรปยังไม่ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน สะท้อนว่าอียู่ ไม่เห็นด้วยทุกอย่างกับสหรัฐฯ ซึ่งประเด็นนี้อาจจะทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกชะลอการปรับขึ้น หรืออาจปรับตัวลงได้

 

รวมทั้งต้นสัปดาห์ มีประเด็น MSCI ปรับน้ำหนักการลงทุน ส่งผลบวกต่อการเก็งกำไรหุ้นรายตัว

 

ทั้งนี้ ตราบใดที่ยังยืนเหนือ 1750 จุด สามารถเก็งกำไรหุ้นเป้าหมาย หากหลุดต้องชะลอการลงทุน ประเมินแนวรับ 1,735 จุด แนวต้าน 1,785 จุด

 

ในฝั่งตลาดเงินสัปดาห์ที่ผ่านมา คนที่กังวลค่าเงินบาทที่แข็งค่ามาตั้งแต่ต้นปีอาจจะสบายใจมากขึ้น โดยค่าเงินบาทปรับตัวทะลุแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แตะระดับอ่อนค่าสุด ในรอบ 4 เดือนที่ 32.22 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

เงินบาททยอยอ่อนค่าท่ามกลางแรงหนุนของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากกระแสการคาดการณ์เกี่ยวกับการ

 

ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลกในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะส่งผลเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อของสหรัฐฯเพิ่มมากขึ้นในระยะข้างหน้า 

 

อย่างไรก็ดี เงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้างในช่วงปลายสัปดาห์ ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เผชิญแรงขายทำกำไร หลังตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

 

โดยในวันศุกร์ที่11 พ.ค.ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทปิดตลาดอยู่ที่ระดับ 31.85 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับ 31.76 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (4 พ.ค.)

 

สำหรับสัปดาห์วันที่ 14-18 พ.ค.ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.75-32.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

โดยจุดสนใจของตลาดในประเทศ น่าจะอยู่ที่การส่งสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 16 พ.ค.ที่จะถึงนี้

 

ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย ดัชนีภาวะธุรกิจของเฟดสาขานิวยอร์กและเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย เดือนพ.ค. ยอดค้าปลีก ยอดการเริ่มสร้างบ้าน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนเม.ย. ตัวเลขเงินทุนไหลเข้าสุทธิสู่ตลาดการเงินสหรัฐฯ เดือนมี.ค. 

 

นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด และความคืบหน้าของการเจรจาด้านการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน

 

ขณะ นักค้าเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงต้น แต่กลับมาแข็งขึ้นโดยปิดตลาดสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ระดับ 31.86 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีแรงเทขายดอลลาร์สหรัฐฯ ทำกำไรต่อเนื่อง หลังเงินเฟ้อสหรัฐต่ำกว่าที่คาดไว้ แล ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐก็ต่ำกว่าทางยุโรป และตลาดเกิดใหม่

 

สัปดาห์หน้าคาดค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.80-31.95 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ด้านข่าวคราวที่น่าสนใจ ในสุปสัปดาห์ เริ่มต้นจากสถานการณ์เศรษฐกิจในสหรัฐฯ โดยเฟดนิวยอร์กคาดเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 2.97% ในไตรมาส 2 หลังเผยดัชนี CPI, PPI ขยับขึ้นเล็กน้อย

 

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 2  โดยเปิดเผยว่า แบบจำลองการคาดการณ์ Nowcast แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัว 2.97% ในไตรมาส 2 โดยสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 2.96% ที่ระบุไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน

 

ทั้งนี้ การคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้นนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน โดยต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนีจะดีดตัวขึ้น 0.3% หลังจากร่วงลง 0.1% ในเดือนมี.ค.

 

การปรับตัวต่ำกว่าคาดของดัชนี CPI ในเดือนเม.ย.มีสาเหตุจากการชะลอตัวของค่าใช้จ่ายในด้านการรักษาสุขภาพ แม้ว่าราคาน้ำมันเบนซิน และค่าเช่าบ้านดีดตัวขึ้น

 

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐยังเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ขยับขึ้นเพียง 0.1% ในเดือนเม.ย.เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นน้อยที่สุดในรอบ 4 เดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนมี.ค. โดยการชะลอตัวของดัชนี PPI ได้รับผลกระทบจากการดิ่งลงของราคาอาหาร

 

ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยในวันนี้ว่า ดัชนีราคานำเข้าปรับตัวขึ้นน้อยกว่าคาดในเดือนเม.ย. โดยขยับขึ้นเพียง 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากร่วงลง 0.2% ในเดือนมี.ค. โดยได้รับผลกระทบจากราคาอาหารที่ลดลง แม้ว่าราคาน้ำมันดีดตัวขึ้น

 

ขณะเดียวกัน ประธานเฟดเซนต์หลุยส์หนุนชะลอขึ้นดอกเบี้ย หวั่นกระทบการลงทุน,จ้างงาน

 

นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวสนับสนุนให้เฟดชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยระบุว่า ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยได้แตะระดับที่เป็นกลางแล้ว หากมีการปรับขึ้นต่อไปอีก ก็จะมีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อการลงทุนในภาคธุรกิจ และการจ้างงาน

 

"มีเหตุผลที่จะต้องใช้ความระมัดระวังในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป เมื่อพิจารณาจากสภาวะเศรษฐกิจมหภาคในขณะนี้" นายบลูลาร์ดกล่าว

 

ก่อนหน้านี้ นายบลูลาร์ดเคยกล่าวว่า เฟดควรยุติการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จนกว่าเงินเฟ้อ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ปรับตัวขึ้นอย่างชัดเจน

 

มาที่ฝั่งเอเชียกันบ้าง แบงก์ชาติจีนเผยรายงานรายไตรมาส จ่อปฏรูปกลไกดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่เน้นการป้องกันความเสี่ยงต่อระบบ

 

ธนาคารกลางจีนเปิดเผยรายงานรายไตรมาส ซึ่งระบุว่า จะดำเนินนโยบายการเงินที่เป็นกลางอย่างระมัดระวัง เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับการปฏิรูปโครงสร้างด้านการผลิต และการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง

 

นอกจากนี้ ธนาคารกลางจะผลักดันการปฏิรูปตลาด ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน, ปรับปรุงความสามารถในการกำกับอัตราดอกเบี้ย, ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนอิงกับกลไกตลาดมากขึ้น และรักษาเสถียรภาพของหยวนให้อยู่ที่ระดับดุลยภาพ

 

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางจะเพิ่มการกำกับดูแลตลาด และให้ความร่วมมือในการป้องกันความเสี่ยงต่อระบบการเงิน

 

ขณะที่ความผันผวนในตลาดพลังงานโลกซึ่งราคาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นอกเหนือจากจะกระทบการลงทุนในตลาดเงิน ตลาดทุน ยังได้สร้างความปั่นป่วนต่อราคาพลังงานในบ้านเราอีกด้วย

 

กระทรวงพลังงานชี้น้ำมัน-แอลพีจีโลกขาขึ้น เตรียมจับตาใกล้ชิด 1 สัปดาห์ก่อนหารือพาณิชย์คุมราคาก๊าซหุงต้มไม่เกินราคาแนะนำ

 

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงอยู่ระหว่างติดตามแนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันและก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภายใน 1 สัปดาห์นับจากนี้ เพื่อเตรียมหารือกับกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับแนวทางการบริหารราคาขายก๊าซหุงต้มในท้องตลาดให้เหมาะสม ท่ามกลางราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มในตลาดโลกเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 3 สัปดาห์ โดยราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 74.58 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และราคา LPG Cargo เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 523 เหรียญสหรัฐต่อตัน เนื่องจากปัจจัยการเมืองระหว่างประเทศและความหวั่นเกรงว่าเหตุการณ์ในตะวันออกกลางอาจบานปลาย

   

“กระทรวงพลังงานเตรียมหารือกระทรวงพาณิชย์เพื่อห้ามไม่ให้มีการจำหน่ายก๊าซ LPG ภาคครัวเรือนเกินราคาจำหน่ายปลีกที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนดราคาแนะนำ” นายศิริ กล่าว 

 

ส่งท้ายรับ พ.ร.บ.คุมคริปโตเคอเรนซีของไทยที่ลงราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

 

บิตคอยน์ดิ่งลงใกล้หลุดระดับ 8,511 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังมีรายงานว่า อัยการเกาหลีใต้ได้บุกเข้าตรวจค้นสำนักงานของ UpBit ซึ่งเป็นตลาดหรือแพลทฟอร์มซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ และใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก หลังถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีการฉ้อโกงประชาชน

 

ทางด้าน UpBit ได้แจ้งลูกค้าว่า ทางบริษัทจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ และบริษัทสามารถรับประกันว่าเงินลงทุนของลูกค้าจะมีความปลอดภัย

 

ก่อนหน้านี้ ผู้บริหาร 4 รายของแพลตฟอร์มซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลอีก 2 แห่งได้ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวในเดือนเม.ย.ในข้อหาพัวพันการฉ้อโกงเงินหลายพันล้านวอน

 

นอกจากนี้ สกุลเงินดิจิทัลอื่นๆก็ได้ทรุดตัวลงในวันนี้เช่นกัน โดยอีเธอเรียมร่วงลง 11% ขณะที่ริพเพิลดิ่งลง 17%

 

ทั้งนี้ สกุลเงินดิจิทัลได้ถูกกดดันตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยได้รับผลกระทบจากการที่เจ้าหน้าที่ในประเทศต่างๆพากันคุมเข้มการซื้อขาย ขณะที่บริษัทสื่อออนไลน์หลายแห่ง เช่น เฟซบุ๊ก, กูเกิล และทวิตเตอร์ ต่างประกาศระงับการโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล