เศรษฐกิจจานร้อน

เปิดเส้นทางรถไฟรางคู่ทั่วประเทศ

ในขณะที่ คนกรุงเทพฯ กำลังรอรถไฟฟ้า 10 สาย ที่กำลังทยอยประมูล และก่อสร้าง ว่า เมื่อไหร่ รถไฟฟ้าจะมาหา (สักที) นะเธอ โดยทีมเศรษฐกิจไอเอสเอ็นได้ อัพเดทความคืบหน้าล่าสุดไปเมื่อช่วงต้นปี 2556 ที่ผ่านมา

คนต่างจังหวัดเองก็กำลังรอการปรับปรุงประสิทธิภาพรถไฟทั่วประเทศ ทั้งรถไฟเพื่อการขนส่งมวลชน และรถไฟในการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรับรางรถไฟเป็นรถไฟรางคู่ทั่วประเทศ

เพราะความจริงแล้ว ถ้าเทียบค่าโดยสารระหว่างรถไฟ และรถทัวร์ในการเดินทาง รถไฟถือเป็นการเดินทางที่มีค่าใช้จ่ายถูกที่สุด แต่ก็ต้องยอมรับว่า รางรถไฟที่ใช้กันมาเป็นเวลายาวนานกว่า 100 ปี และเป็นรางเดี่ยวที่ไม่สามารถสวนกันได้ ทำให้การเดินทางด้วยรถไฟมีความล่าช้า ขณะที่เดียวกัน การให้บริการของรถไฟไทยก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรเป็น

อย่างไรก็ตาม ภายใต้โครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อสร้างอนาคต และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันที่ดีของประเทศ โครงการหนึ่งที่สำคัญมาก คือ โครงการระบบรถไฟทางคู่ ภายใต้งบประมาณส่วนหนึ่งจากโครงการ 2 ล้านล้านบาท และอีกส่วนหนึ่งเป็นเงินของการรถไฟแห่งประเทศ (รฟท.) เอง

โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่า โครงการนี้จะช่วยเสริมระบบโลจิสติกส์ในการขนส่งสินค้า และการเชื่อมโยงโครงข่ายการเดินทางของประเทศให้เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง และการเดินทางของประเทศไทยได้มาก และการใช้รถไฟที่เป็นรางคู่ ช่วยให้รถไฟไทยทำความเร็วได้ดีกว่าในปัจจุบันค่อนข้างมาก

ทีมเศรษฐกิจไอเอสเอ็น จึงสนใจที่จะสำรวจเส้นทางการก่อสร้างของรถไฟรางคู่ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความชัดเจนถึงเส้นทางที่รัฐบาลตัดสินใจลงทุน เพื่อเชื่อมโยงภาพรวมความเจริญทางเศรษฐกิจของประเทศให้ชัดเจนขึ้น รวมทั้ง มองอนาคตของรฟท. และการเดินทางด้วยระบบรถไฟไทยในอนาคต

โดยเริ่มต้นจากสถานการณ์ในปัจจุบัน ของระบบรถไฟไทยก่อนว่า โครงข่ายทางรถไฟไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร ระบบรถไฟทั่วประเทศในปัจจุบัน มีทั้งรางเดี่ยว และรางคู่ทั้งสิ้น ระยะทาง 4,043 กิโลเมตร ให้บริการครอบคลุมเพียง 47 จังหวัด

โดยแบ่งเป็น รถไฟทางเดี่ยว 91.1 % หรือแทบทั้งหมดของรางรถไฟทั้งประเทศ มีระยะทาง 3,685 กิโลเมตร (ร้อยละ 91.1) ซึ่งรถไฟรางเดี่ยวนั้น ทำความเร็วได้ไม่มาก และจะเสียเวลารอหลีกขบวนรถไฟ

ขณะที่เรามีรถไฟทางคู่แล้ว ระยะทาง 251 กิโลเมตร หรือ 6.2% ของรางรถไฟรวม ใน 7 สายทาง โดยส่วนใหญ่เป็นเส้นทางรางคู่ในช่วงการเข้าออกสถานีชุมทางใหญ่ เพื่อการสับหลีกรถไฟ มีเพียงเส้นทาง ฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง เท่านั้น ที่ทำเพื่อภาคการขนส่งสินค้า

ประกอบด้วย
1. ช่วงสถานีกรุงเทพ-รังสิต ระยะทาง 29.7 กิโลเมตร
2. ช่วงสถานีชุมทางบางซื่อ-ชุมทางตลิ่งชัน ระยะทาง 12.6 กิโลเมตร
3. ช่วงสถานีบ้านภาชี-ลพบุรี ระยะทาง 42.4 กิโลเมตร
4. ช่วงสถานีบ้านภาชี-มาบกะเบา ระยะทาง 44 กิโลเมตร
5. ช่วงสถานีตลิ่งชัน-นครปฐม ระยะทาง 43.6 กิโลเมตร
6. ย่านสถานีชุมทางฉะเชิงเทรา ระยะทาง 0.7 กิโลเมตร
7. ช่วงฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง ระยะทาง 78 กิโลเมตร

สำหรับแผนการก่อสร้างรถไฟรางคู่ในระยะต่อไป มีแผนดำเนินงานโครงการรถไฟทางคู่ 6 เส้นทาง ระยะทาง 873 กิโลเมตร ซึ่งวัตถุประสงค์ในการก่อสร้างเป็นการเสริมระบบการขนส่งสินค้า และบริการ รวมทั้งขนส่งมวลชนของประเทศ ประกอบด้วย
1. ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ระยะทาง 106 กิโลเมตร
2. ช่วงลพบุรี–ปากน้ำโพ ระยะทาง 118 กิโลเมตร
3. ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กิโลเมตร
4. ช่วงนครปฐม-ชุมทางหนองปลาดุก-หัวหิน ระยะทาง 165 กิโลเมตร
5. ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 185 กิโลเมตร
6. ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กิโลเมตร

โดยภายหลังการก่อสร้างระบบรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วน 6 เส้นทาง แล้วเสร็จ ซึ่ง รฟท.คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2558 ส่งผลให้ประเทศไทยมีระบบรถไฟทางคู่รวม 1,124 กิโลเมตร ทั่วประเทศ หรือคิดเป็น 27.8 % ของโครงข่ายรถไฟไทย

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจนั้น ความคืบหน้าการดำเนินการ จาก 6 โครงการรถไฟรางคู่ที่โครงการที่ศึกษาและออกแบบรายละเอียดเสร็จเรียบร้อยแล้วจำนวน 1 โครงการ คือ โครงการระบบรถไฟทางคู่ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ระยะทาง 106 กิโลเมตร

ขณะที่มีโครงการที่ศึกษาความเหมาะสม และออกแบบเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว จำนวน 3 โครงการ ประกอบด้วย
1. รถไฟทางคู่ ช่วงลพบุรี–ปากน้ำโพ ระยะทาง 118 กิโลเมตร
2. รถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กิโลเมตร
3. รถไฟทางคู่ ช่วงนครปฐม-ชุมทางหนองปลาดุก-หัวหิน ระยะทาง 165 กิโลเมตร

สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียด มีทั้งสิ้น 2 โครงการ ประกอบด้วย
1. รถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 185 กิโลเมตร
2. ระบบรถไฟทางคู่ ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กิโลเมตร

โดยโครงการที่มีการประกวดราคา และเริ่มก่อสร้างแล้ว คือ เส้นทางฉะเชิงเทรา –คลองสิบเก้า –แก่งคอย เพียงโครงการเดียวเท่านั้น

ทั้งหมดนี้ คือ พิมพ์เขียว คือ ภาพร่างของรถไฟร่างคู่ของประเทศในอนาคต สำหรับประชาชนคนไทย ซึ่งทีมเศรษฐกิจไอเอสเอ็นก็เห็นด้วย

ติดตรงที่ความล่าช้าของโครงการ ที่ยังเดินคลานเป็นเต่า และที่ชัดเจนแล้วว่า การเปิดให้บริการในปี 2558 อย่างที่ รฟท.คาดไว้คงไม่เกิดขึ้น เพราะเสร็จไม่ทันแน่ แต่จะต้องร้องเพลงรอต่อไปนานแค่ไหน โครงการไหนจะเสร็จเร็วได้ใช้ก่อน

คนกรุงเทพฯและปริมณฑลที่รอไฟฟ้า 10 สาย กับคนต่างจังหวัดที่รอรถไฟรางคู่ จะลองลงขันพนันกันดูก็น่าสนใจ!!! ---ISN 01

Add comment

แสดงความคิดเห็น